jump to navigation

เรื่องสั้น เล่าแล้วยาว ว haha*

เรื่องสั้น : โปสการ์ดใบสุดท้าย


คุณรักเพื่อนมากแค่ไหน? 

อาจจะเป็นคำถามเชยๆ คล้ายกับคำโฆษณาภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่ง ผมเชื่อว่าทุกคนล้วนมีคำตอบอยู่ในใจเหมือนกัน แต่จะมากน้อยก็อาจจะแตกต่างกันไปบ้างตามความผูกพันที่มีให้เพื่อน สำหรับผมแล้ว ผมกล้าพูดได้ว่า ความรักของผมที่มีให้เพื่อนนั้นมีไม่น้อยกว่าใคร มันเปี่ยมล้นไปด้วยความพิสุทธิ์และเต็มไปด้วยความทรงจำอันแสนเศร้า

“ผมรักเพื่อน” นี่คือถ้อยคำสั้นๆ คำเดียวที่ผมต้องการจะบอกใครสักคนที่อยากจะรับฟังเรื่องราวของผม ของเขา และของเธอ …ใช่แล้วล่ะ ความหมายของคำพูดผมก็เหมือนสูตรสำเร็จของนิยายน้ำเน่าทั่วๆ ไปในท้องตลาด แต่บางครั้ง..มิใช่ชีวิตจริงหรือที่โศกเศร้ากว่าในนิยาย… ผมรักพงษ์..เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่ผมมี และผมรักหนิง..ผู้หญิงที่ผมไม่ควรคิดอะไรเกินเลยไปกว่าคำว่าเพื่อน

…………………………………………..

ผมและพงษ์เติบโตมาด้วยกันในหมู่บ้านแถบชานเมือง พ่อแม่ของเราทั้งคู่ต่างก็ทำงานอยู่บริษัทเดียวกัน เมื่อถึงเวลาทำงาน บ้านหลังใหญ่ทั้งสองหลังจึงกลายเป็นสมบัติของเด็กน้อยจอมซนอย่างเราเสมอ แม้จะนิสัยต่างกันอยู่บ้างตรงที่ผมค่อนข้างขี้อายและเก็บตัว ส่วนพงษ์นั้นโผงผาง มุทะลุ แต่เรื่องความซุกซนเป็นลิงทโมนนั้นพวกเราไม่แพ้กันเลย บางครั้งเราเล่นจนข้าวของเสียหายถูกพ่อแม่ตีอยู่เสมอๆ พงษ์นั้นมักจะเป็นหัวโจกในการเล่นทุกครั้ง ส่วนผมก็เป็นลูกไล่คอยทำตามภารกิจที่พงษ์สั่งการ

ผ่านมาอีกสองปี ข้างบ้านของผมก็มีครอบครัวใหม่ย้ายเข้ามา เด็กหญิงแก้มยุ้ยแววตาดูตื่นกลัวอยู่บ้างเมื่อพบหน้าพวกเรา แต่หลังจากผ่านไปสองสามวัน เธอก็เดินเข้ามาทักทายเราในขณะที่เราเล่นกันอยู่หลังบ้าน

“ขอเล่นด้วยคนสิ”

จากวันนั้น เราสามคนก็ตัวติดกันเป็นตังเม

สองปีที่พวกเราสามคนอยู่ด้วยกันนั้นเป็นสองปีที่ผมมีความสุขเหลือเกิน หนิงนั้นซุกซนไม่แพ้ผมและพงษ์ บางครั้งเธอจะกลายๆ เป็นหัวโจกของพวกเราด้วยซ้ำ ความผูกพันระหว่างผม พงษ์ และหนิงก่อตัวขึ้นเงียบๆ แม้เราจะเป็นเด็ก แต่ก็รู้อยู่ในใจว่า มิตรภาพและความผูกพันที่พวกเรามีต่อกันนั้นลึกซึ้งมากเพียงใด จึงไม่น่าแปลกใจว่าทั้งผมและพงษ์ต่างก็ร้องไห้เมื่อหนิงต้องย้ายตามพ่อไปอยู่ต่างจังหวัด

“หนิงต้องกลับมาหาพวกเรา…สัญญานะ”

……………………..

อย่างที่ผมเคยบอกนั่นแหละ ผมกับพงษ์แม้จะซุกซนเหมือนกันแต่ก็มีบางอย่างต่างกัน เราอาจจะเคยเล่นบอลด้วยกันตอนอายุห้าขวบ แต่เมื่อวันนี้ผมและพงษ์ต่างก็โตเป็นวัยรุ่นอายุสิบหก ฝีเท้าในเชิงกีฬาฟุตบอลของผมก็ต่างกับพงษ์ราวฟ้ากับดิน พงษ์เติบโตขึ้นเป็นหนุ่มเพลย์บอยหล่อเหลา แถมยังเป็นนักกีฬาของโรงเรียนอีกต่างหาก วันๆ มีสาวๆ มาห้อมล้อมมากมาย ส่วนผมน่ะเหรอ…ผมก็เป็นหนอนหนังสือตัวอ้วนๆ ที่วันๆ หมกตัวอยู่แต่กับหนังสือ

แต่เราก็ยังเป็นเพื่อนที่รักกันมากที่สุด ไม่น่าแปลกใจว่าเราทั้งสองคนชอบไปไหนมาไหนด้วยกัน ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ ทุกครั้งหลังเลิกเรียนผมมักจะมานั่งอ่านหนังสือริมสนามฟุตบอลเพื่อรอกลับบ้านพร้อมกันเสมอ

เรื่องราวของเราดำเนินไปคล้ายกับบทเพลงคลาสสิกสักบทหนึ่ง เรียบเรื่อย ไม่เร่งร้อน จนกระทั่งมีวาทยกรคนหนึ่งมาเปลี่ยนแปลงการเดินทำนอง

“วันนี้มีนักเรียนใหม่ย้ายมาห้องเรา พ่อของเธอเป็นผู้พิพากษา ต้องย้ายไปนู่นไปนี่บ่อยๆ ขอให้เพื่อนทุกคนดูแลเธอให้ดีๆ นะ …เอ้า เข้ามาสิ”

ชั่วขณะนั้น…เด็กทุกคนในห้องต่างเงียบกริบ ต่างจากวินาทีก่อนหน้าที่คุยกันเสียงดังลั่น ใบหน้าราวกับเทพธิดาสลักด้วยหยกเนื้องามนั้นยิ้มอายๆ แก้มแดงระเรื่อบ่งบอกความรู้สึกภายในของหญิงสาว ริมฝีปากอิ่มนั้นเผยอน้อยๆ ยินเสียงอ่อนหวานแผ่วเบา

“หนิงค่ะ…ฝากตัวด้วยนะคะ”

ผมและพงษ์หันมามองหน้ากันแทบจะทันที

………………………..

“ไผ่..พงษ์..พวกเธอจริงๆ ด้วย นี่ยังจำหนิงได้ใช่มั้ย” เสียงหนิงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

“พวกเราจะลืมหนิงได้ไงล่ะ” พงษ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นไม่แพ้กัน

ใช่หนิงจริงๆ น้ำเสียง คำพูด ท่าทาง แววตาไม่ต่างไปจากตอนเด็ก เพียงแต่ตอนนี้หนิงเติบโตเป็นสาวแล้ว …สาววัยรุ่นหน้าตาสะสวย รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ท่อนแขนงามระหง ผมยาวสยายเคลียไหล่ใบหน้าผุดผ่องราวกับพระจันทร์ทอแสงนวลในราตรี ชุดมัธยมปลายยิ่งทำให้เธอดูสดใสน่ารัก ผมอยากพูดอะไรกับหนิงบ้างแต่ก็ไม่มีโอกาสเพราะพงษ์เอาแต่พูดไม่หยุด ผมได้แต่ยิ้มให้หนิง และเมื่อหนิงยิ้มตอบกลับมาด้วยไมตรี ผมก็รู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นสดใสและอบอุ่นกว่าแสงตะวันในฤดูหนาว

…เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจผมรู้สึกหวั่นไหวเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมา

……………………….

หลายคนในโรงเรียนอาจแปลกใจอยู่บ้างเมื่อเห็นนักเรียนใหม่คนที่สวยที่สุดในโรงเรียนอยู่กับคู่ปาท่องโก๋อย่างพวกเราตลอดเวลา ต่างคนต่างก็ลือไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าพงษ์กับหนิงเป็นแฟนกันเสียแล้ว มีแต่เพียงผม พงษ์ และหนิงเท่านั้นที่รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร สำหรับกิจวัตรประจำวันต่างๆ ที่ผมและพงษ์เคยทำร่วมกันเมื่อวันวานนั้น ในวันนี้มีหนิงเข้ามามีเอี่ยวด้วยเสมอ เราไปไหนมาไหนด้วยกัน กินข้าว ท่องหนังสือ เที่ยวเล่น กลับบ้านด้วยกัน หรือตอนที่พงษ์ซ้อมฟุตบอล ผมกับหนิงก็จะนั่งอ่านหนังสือรออยู่เงียบๆ

วันเวลาผ่านไปรวดเร็วนัก ปีต่อมาเราก็เลื่อนขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้า หนึ่งปีที่ผ่านได้เพาะบ่มความรู้สึกของเราให้ลึกซึ้งยิ่งกว่าตอนเด็ก สำหรับพงษ์นั้นผมไม่รู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรกับหนิง แต่สำหรับผมแล้ว…ผมรักหนิง…

ผมรักหนิง…ผมบอกคำนี้กับตัวเองมาไม่รู้กี่ครั้ง แม้ในตอนแรกจะเลือนรางในความรู้สึก แต่วันเวลาก็ช่วยระบายผืนผ้าแห่งความรู้สึกนี้ให้แจ่มชัดขึ้น ทุกวันที่ผ่านไปผมเห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความสดใสในแววตาดำขลับคู่นั้น ผมไม่รู้ว่าตกหลุมรักเธอตั้งแต่เมื่อไร รู้แต่เพียงว่า ตอนนี้ผมไม่อาจขึ้นจากหลุมนั้นได้อีกแล้ว…

ความรู้สึกของผมมันมีมากเหลือเกิน จนหลายครั้งมันกลั่นตัวออกมาเป็นบันทึกประจำวันที่ยาวเหยียด หรือบทกวีรักหวานซึ้ง ผมเขียนออกมาทุกวันๆ จนกระทั่งผมทนเก็บความรู้สึกไว้กับตัวไม่ได้ วันหนึ่งผมจึงพิมพ์บทกวีพวกนั้นลงในโปสการ์ด แอบไปสอดไว้ในกล่องไปรษณีย์หน้าบ้านเธอ ผมอิ่มใจเหลือเกินเมื่อหนิงพลิกอ่านแล้วยิ้มอย่างเขินอาย

“มีคนส่งโปสการ์ดมาให้หนิงด้วยแหละ”

“ไหนเหรอ” พงษ์หยิบโปสการ์ดจากมือหนิงมาดู

“ต้องเป็นคนที่โรแมนติกมากแน่ๆ เลย กลอนหวานซึ้งซะขนาดนี้ เฮ้อ…หนิงชอบผู้ชายแบบนี้จัง ทำไมไม่เหลือที่อยู่ไว้ให้ติดต่อกลับบ้างนะ หนิงอยากรู้จักเขาจังเลย”

ผมแทบเก็บอาการตื่นเต้นไว้ไม่ได้ ทำทีหยิบโปสการ์ดมาพลิกอ่าน ทั้งที่ความจริงผมอ่านมันกว่าร้อยรอบทั้งก่อนและหลังพิมพ์เสร็จ ความรู้สึกดีในตอนที่แอบเอาไปให้หนิงก็มากพออยู่แล้ว ยิ่งหนิงออกปากว่าชอบใจยิ่งทำให้หัวใจของผมพองโต

จากวันนั้น ผมก็ทยอยส่งบทกวีบนโปสการ์ดให้หนิงเดือนละใบ ทุกครั้งหนิงจะหยิบมาให้พวกเราดูด้วยความตื่นเต้นและใฝ่ฝันหาเจ้าของโปสการ์ด ในขณะที่พงษ์มีท่าทีแปลกๆ ต่อโปสการ์ดของผม

จะอย่างไรก็เถอะ สำหรับผมแล้ว แค่หนิงรู้สึกดีกับบทกวีรักของผม แค่นั้นก็มากพอให้หัวใจของผมได้หายใจด้วยความรักต่อไปได้ หนิงคือหัวใจของผม หนิงคือความรัก ผมรักหนิง…

“ไผ่!”

ผมสะดุ้งสุดตัว หันหน้าไปยังต้นเสียงหวานใสนั้น ตาสีนิลจ้องผมอยู่เขม็ง

“หนิงเรียกตั้งนานก็ไม่รู้ตัว..เหม่อถึงสาวไหนอยู่ละฮึ” เธอพูดพลางหัวเราะ

“ปะ…เปล่า…ไม่ได้คิดถึงใครอยู่สักหน่อย” ผมตอบตะกุกตะกัก

“ฮั่นแน่…มีพิรุธอย่างนี้…แอบปิ๊งสาวที่ไหนล่ะซี้…บอกหนิงมาสิ เผื่อหนิงจะช่วยไผ่ได้” เธอยิ้มให้ผม ยิ่งทำให้ผมหน้าแดงขึ้นไปอีก

“อะ..เอ่อ…”

“กลับกันเถอะ” พงษ์ในชุดนักกีฬาฟุตบอล เดินสะพายกระเป๋ามาเป็นสัญญาณว่าเลิกซ้อมและถึงเวลากลับบ้านแล้ว ผมโล่งใจราวกับนักมวยที่ถูกถลุงได้ยินเสียงระฆังหมดยก รีบคว้ากระเป๋าเดินตามพงษ์ไปทันที

“ไผ่อ่ะ เดี๋ยวนี้หัดมีความลับกับหนิงแล้วเหรอ” หนิงบ่นอุบอิบ ก่อนจะถือกระเป๋าเดินตามเรามา

“เนี่ยนะ…เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ถึงวาเลนไทน์แล้ว พ่อหนุ่มโปสการ์ดจะมาเปิดเผยตัวไหมนะ? หนิงอยากเจอเขาจังเลย หนิงชอบคนโรแมนติกแบบนี้แหละ เขียนบทกวีหวานๆ บางทีก็อบอุ่นหัวใจ หนิงว่านะ..เขาต้องเป็นผู้ชายที่ดูดีมากๆ แน่เลย…” หนิงพร่ำไปเรื่อยเปื่อย

หลังจากส่งหนิงถึงบ้านเรียบร้อย หนุ่มนักกีฬากับหนอนหนังสือตัวอ้วนก็เดินกลับบ้านด้วยกัน ผมครุ่นคิดเรื่องราวชั่วโมงก่อนมาตลอดทาง นี่ผมเผยพิรุธอะไรให้หนิงจับได้หรือเปล่า? ผมควรจะปรึกษาพงษ์ดีไหม? เพลย์บอยอย่างมันอาจจะให้คำแนะนำอะไรดีๆ แก่ผมก็เป็นได้ ผมหันไปมองหน้าพงษ์อยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยปาก แต่กลับเป็นเสียงของพงษ์ที่พูดตัดหน้า

“ไผ่…เรามีเรื่องจะปรึกษานาย”

ผมขมวดคิ้วเป็นเชิงสงสัย “อะไรล่ะ?”

“เราไม่ชอบนายโปสการ์ดนั่นเลยว่ะ…มันทำให้เรา…”

“ทำไมเหรอ” ผมสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบซ่อนพิรุธ

“ทำให้เรารู้สึกว่า…เราอาจจะทำอะไรช้าเกินไป” พงษ์ถอนหายใจยาว “เราจะทำยังไงดี…ไผ่…เรารักหนิง”

…………………………………..

ข่าวว่าลมมรสุมจะพัดผ่านมาในฤดูฝนนี้ แต่จะร้ายแรงเพียงไรผมก็มิอาจคาดเดา กาลเวลาผ่านมาไม่นานนัก แต่ผมรู้สึกว่ายาวนานยิ่งกว่านิรันดร์กาล เพื่อนสนิทของผมทั้งสองคน คนหนึ่งหล่อเหลาราวเทพบุตร ดีกรีนักกีฬายอดเยี่ยม คนหนึ่งงดงามราวเทพธิดา เป็นดาวดวงเด่นประจำโรงเรียน นับเป็นคู่ที่เหมาะสมกันที่สุดในสายตาของทุกคน ไม่นานนักหลังจากที่พงษ์มาปรึกษาผม ทั้งสองก็ได้เป็นแฟนกัน

วันนั้นผมบอกกับพงษ์ว่า วันวาเลนไทน์ที่จะถึงนี้ให้พงษ์นำโปสการ์ดไปให้หนิง

“เราจะปลอมโปสการ์ดให้นายเอง”

จะปลอมยากอะไร ในเมื่อโปสการ์ดทุกใบล้วนเป็นฝีมือของผม คืนนั้นผมกลับถึงบ้านด้วยใจที่ล่องลอย หยิบบทกวีเก่าๆ ที่ผมยังไม่ได้ส่งไปให้หนิงขึ้นมา จรดมือที่แป้นพิมพ์อยู่เนิ่นนาน ก่อนจะซบหน้าลงไปที่แขน น้ำตารินไหลไม่หยุด

โปสการ์ดสีสวยออกมาจากเครื่องปริ้นต์เครื่องเดิม ขณะที่ผมกอดหมอนซึ่งเต็มไปด้วยรอยน้ำตา

……………………………………………

หลังจากหนิงตกใจกับโปสการ์ดในวันวาเลนไทน์ เธอมองหน้าพงษ์อย่างกึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ แต่เมื่อสบสายตาแน่วแน่ของพงษ์ สักพักเธอก็ยิ้มอย่างเอียงอาย ใบหน้าแดงก่ำ

“พงษ์นี่เอง หนิงไม่นึกเลยนะว่าพงษ์จะเป็นคนโรแมนติกขนาดนี้…หนิงก็ว่า” หนิงกล่าวพลางพลิกโปสการ์ดไปมา “พงษ์บ้า!…บ้าๆๆๆๆ ที่สุด” หนิงทุบแขนพงษ์เบาๆ

“เราขอเป็นแฟนกับหนิงได้มั้ย?” พงษ์ยิ้มกว้าง
หนิงยิ้มให้พงษ์แทนคำตอบ เป็นรอยยิ้มที่สดใสและอบอุ่นกว่าแสงตะวันในฤดูหนาว…เป็นรอยยิ้มที่เคยทำให้หัวใจผมรู้สึกหวั่นไหวเป็นครั้งแรก ตอนนี้หนิงส่งรอยยิ้มนั้นให้เพื่อนคนที่ผมรักมากที่สุด

นับแต่วันนั้น หนุ่มหล่อกับสาวสวยเพื่อนสนิทของผมก็เป็นคู่รักที่ใครๆ ก็เหลียวมองด้วยความชื่นชม ความสัมพันธ์ของพงษ์และหนิงเป็นไปอย่างราบรื่น บทกวีรักบนโปสการ์ดถูกส่งไปยังกล่องไปรษณีย์ทุกเดือนเหมือนเดิม

“ขอบใจมากนะไผ่…ไผ่ทำได้เหมือนมากเลย อีกอย่างนายโปสการ์ดคนนั้นก็หายหน้าไปเลยเนอะ” พงษ์พูดกับผมในวันหนึ่ง

“เพราะเขารู้ว่าหนิงมีเจ้าของแล้วล่ะมั้ง…เลยไม่กล้าส่งมาอีก” ผมหัวเราะ

หลายเดือนก่อนผมทำโปสการ์ดด้วยความสุขใจอย่างล้นเหลือ แต่หลังจากพงษ์และหนิงเป็นแฟนกัน ผมก็ได้แต่พยายามนึกถึงความรู้สึกเมื่อแรกรักหนิง พยายามเขียนออกมาเป็นบทกวี และเสียน้ำตาทุกครั้งที่ทำโปสการ์ดเสร็จ

……………………………………….

เหมือนผมจะเคยบอกไปแล้วว่าพงษ์เป็นเพลย์บอย แน่ล่ะ หนุ่มหล่อสมาร์ทอย่างพงษ์ แถมยังเป็นนักกีฬาของโรงเรียน ถึงจะมีดาวโรงเรียนอย่างหนิงอยู่ข้างกายในฐานะแฟน แต่พงษ์ก็ไม่เลิกนิสัยเจ้าชู้ กะล่อน ชอบหลีสาวๆ สวยๆ ประกอบกับรอบกายเขาก็มีสาวๆ รุมล้อมอยู่เป็นประจำ แรกๆ หนิงก็ไม่ว่าอะไร แต่พักหลังหนิงก็เริ่มทนไม่ได้ ทั้งสองมีปากเสียงกันบ่อยๆ ความสัมพันธ์ของเราทั้งสามคนเริ่มไม่เหมือนเดิม …ผมเคยได้ยินใครนะที่บอกว่า ความรักมักเป็นตัวทำลายมิตรภาพ บางครั้งผมก็เห็นจริงกับคำพูดนี้

“ไผ่…เราจะทำอย่างไรดี…หนิงไม่เข้าใจเราเลย”

“ไผ่…ทำไมพงษ์ทำแบบนี้…พงษ์ไม่รักเราแล้วใช่มั้ย?”

เมื่อทั้งคู่มีปัญหากัน ต่างฝ่ายต่างก็แอบมาปรึกษากับผมเสมอๆ ซึ่งผมก็ตักเตือนพงษ์ให้ทำตัวให้ดีขึ้นบ้าง ย้ำกับหนิงว่าพงษ์ยังรักหนิงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงบ้าง เสมือนว่าผมเป็นกาวใจให้ทั้งคู่ประสานรอยร้าวที่มีต่อกันได้ ผมควรจะภูมิใจกับตำแหน่งนี้หรือเปล่านะ…

“ไผ่…ช่วยเขียนโปสการ์ดง้อหนิงให้ที”

คำขอร้องอย่างหนึ่งของเพื่อนรักที่ผมไม่เคยปฏิเสธ อันที่จริงผมก็ทำเป็นประจำทุกเดือนอยู่แล้ว ถึงแม้หนิงจะโกรธอะไรพงษ์ก็ตาม เมื่อเธอได้รับโปสการ์ดที่เต็มไปด้วยบทกวีหวานๆ หรือคำขอโทษ เธอก็จะหายโกรธ หันมาคุยกับพงษ์ด้วยรอยยิ้ม

ผมรู้สึกดีใจอยู่ลึกๆ ว่าอย่างน้อยโปสการ์ดของผมก็ทำให้หนิงมีรอยยิ้มได้…

……………………………………….

ลมมรสุมพัดผ่านมาในหน้าฝน สายลมแรงทำให้ต้นไม้ที่หยั่งรากลึกเริ่มหวั่นไหว เช่นเดียวกับความรักของพงษ์และหนิง ทั้งสองทะเลาะกันบ่อยกว่าเดิม ผมในฐานะของคนกลางเริ่มหนักใจมากขึ้น ความร้าวฉานในสายสัมพันธ์เริ่มทวีความรุนแรง บางขณะผมสงสารพงษ์ แต่พักหลังผมสงสารหนิงมากกว่า บางครั้งพงษ์แสดงอาการเบื่อหนิงออกมาอย่างชัดเจน พงษ์เองก็คงเหมือนผู้ชายทั่วไปที่ไม่ชอบผู้หญิงจู้จี้จุกจิก เขาคงอยากมีอิสระบ้าง แต่ก็ไม่น่าทำเช่นนี้กับหนิง…ไม่น่าเลย

ถ้าเป็นผม ผมจะไม่ทำให้หนิงร้องไห้

ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน หนิงจะมาหาผม มาร้องไห้กับผม มาเล่าเรื่องของพงษ์ให้ผมฟัง ทุกเรื่องราวที่พงษ์ทำกับหนิงทำให้ผมเจ็บ ทุกถ้อยคำของหนิงมันกรีดแทงลงไปในหัวใจ หลายครั้งผมเคยคิดจะบอกให้หนิงเลิกกับพงษ์ แต่ต่อไปจะเป็นอย่างไร หนิงเองก็รักพงษ์มาก พงษ์เองก็ต้องเสียใจหากต้องเลิกกับหนิง ผมได้แต่พยายามประสานรอยร้าวของทั้งคู่ด้วยโปสการ์ด..โปสการ์ดที่หนิงชอบ…โปสการ์ดที่เปี่ยมไปด้วยความรักของผมที่มีต่อหนิง…หากมันทำให้หนิงมีความสุขได้ จะต้องเจ็บเพียงใดผมก็จะทำ

ผมส่งโปสการ์ดไปง้อหนิงแทนพงษ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกครั้งหนิงก็ยอมยกโทษให้พงษ์ ผมดีใจที่ทำให้คนที่ผมรักทั้งสองคนมีความสุข…ผมดีใจที่ทั้งสองคนกลับมารักกันดังเดิม…อย่างที่ควรจะเป็น

………………………………………..

“ทำไมหนิงไม่เข้าใจเราบ้างเลย”

คำรำพันของพงษ์หลั่งออกมาพร้อมน้ำตา หลังจากดื่มเหล้าไปหลายอึก วันนี้พงษ์กับหนิงทะเลาะกันค่อนข้างแรง อาจจะร้ายแรงกว่าที่ผมคิดก็ได้ เพราะผมไม่เคยเห็นพงษ์ดื่มมากมายขนาดนี้

“เฮ้ย…ใจเย็นๆ สิ มันอาจจะดีขึ้นก็ได้ เหมือนที่ผ่านๆ มาไง” ผมพยายามปลอบ

“ไม่หรอกไผ่…คราวนี้มันหนักกว่าที่ผ่านๆ มา”

“เราทำโปสการ์ดไปง้อหนิงอีกก็ได้นะ” ผมตบไหล่พงษ์เบาๆ

“ไม่…ไม่ได้หรอกไผ่ หนิงบอกว่า ไม่อยากได้โปสการ์ดพวกนั้นแล้ว”

ผมนิ่งเงียบไปชั่วขณะ แม้จะพยายามคิดว่าเป็นเพราะหนิงพูดไปตามอารมณ์ แต่ก็อดเสียใจไม่ได้ ดวงตาคลอไปด้วยน้ำใสๆ ก้มหน้าลงมองพื้น

“เราอยากอยู่กับหนิงตลอดเวลาเลยนะ” พงษ์พูด “แต่บางครั้งเวลาเราอยู่ด้วยกันแล้วมีคนอื่นมายุ่งเกี่ยวกับเรา หนิงก็จะอารมณ์ไม่ดี หาเรื่องเราบ่อยๆ หนิงไม่เข้าใจเราเลย”

พงษ์จิบเหล้าหยดสุดท้าย “เราอยากอยู่กับหนิงตลอดไป แต่ถ้ายังเป็นแบบนี้ เราไม่รู้ว่าจะทนได้อีกนานเท่าไหร่ …ไผ่ เราจะทำยังไงดี”

…………………………………………..

ผมไม่ลืมจรดปากกาด้วยลายมือหวัดๆ ไว้มุมล่างของโปสการ์ด คำพูดที่ออกมาจากใจของพงษ์อาจจะทำให้หนิงอารมณ์ดีขึ้นก็เป็นได้

“เราอยากอยู่กับหนิงตลอดไป”

ผมหย่อนโปสการ์ดไว้ในกล่องไปรษณีย์ที่คุ้นเคยในตอนเช้ามืด ก่อนจะรีบขี่มอเตอร์ไซค์กลับมายังบ้านของพงษ์

……………………………………………….

“พงษ์หายไปไหนก็ไม่รู้ หลังจากไผ่ออกไปได้สักพักนั่นแหละ…น้านึกว่าไปด้วยกันซะอีก” แม่ของพงษ์พูดช้าๆ เธอตื่นมาตอนเช้ามืดหลังจากได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ของลูกชายบึ่งออกจากบ้าน

ไปบ้านของหนิงหรือเปล่า? พงษ์อาจจะเมาแล้วคิดถึงหนิง อยากพบหนิง แต่ผมไม่อยากให้หนิงเห็นสภาพของพงษ์ที่เมาเต็มคราบ ดีไม่ดีอาจจะทะเลาะกันอีก …ตอนนี้พงษ์อาจจะถึงบ้านหนิงแล้วก็ได้

ผมรีบควบมอเตอร์ไซค์ตามไปทันที

………………………………………………….

“หนิงบอกแม่ว่า จะไปโรงเรียนน่ะ มีซ้อมอะไรไม่รู้แต่เช้ามืด หนิงบอกแม่อย่างนั้น” แม่ของหนิงพูดพลางล้างหน้าล้างตาหลังจากตื่นนอนแต่เช้ามืด
พงษ์ก็ไม่รู้อยู่ไหน หนิงก็ไปโรงเรียน เกิดอะไรขึ้นกันแน่? แม้ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ความรู้สึกบางอย่างก็ทำให้หัวใจรู้สึกหวิวๆ อย่างไรชอบกล

ผมต้องรีบไปหาหนิง

……………………………….

บรรยากาศในโรงเรียนตอนเช้ามืดเงียบกริบและเย็นยะเยือก ผมเห็นรถของหนิงจอดสงบอยู่ใต้อาคารเรียน แสงสว่างบางชั้นถูกเปิดขึ้น หนิงอาจจะอยู่ตรงนั้น

“หนูผู้หญิงนะเหรอ เขาบอกว่าลืมของน่ะ ลุงบอกให้รอตอนเช้าแต่เขาก็ไม่ยอม ลุงเลยให้กุญแจขึ้นไปแล้ว ประเดี๋ยวก็คงลงมา”

ผมเดินขึ้นไปตามแสงสีซีดๆ บนทางเดิน เมื่อถึงชั้นที่ไฟเปิดอยู่ คือห้องเปลี่ยนเสื้อของนักกีฬา ผมเอะใจรีบเข้าไปดูยังล็อกเกอร์ของพงษ์ ภายในนั้นมีโปสการ์ดของผมอยู่เป็นร้อยฉบับ อาจจะเป็นทุกฉบับที่ผมเคยส่งให้หนิง แล้วตอนนี้ตัวหนิงอยู่ที่ไหน?

ผมนึกถึงดาดฟ้าของตึกที่หนิงและพงษ์มักจะขึ้นไปนั่งเล่นด้วยกัน

……………………………………………

“ไผ่” เสียงเรียกชื่อของผมแผ่วเบาราวกระซิบ

เธอยืนอยู่บนดาดฟ้า ใบหน้าของหนิง…ผู้หญิงที่ผมรักสุดหัวใจเต็มไปด้วยน้ำตา เธอกอดโปสการ์ดใบหนึ่งไว้แน่น น้ำตารินหลั่งออกมาจากดวงตาคู่นั้นไม่ขาดสาย

“หนิง” ผมพูดได้เพียงเท่านั้น ความสงสารหนิงแล่นเข้ามาจับหัวใจ ผมเดินไปกอดเธอแน่น

“ไผ่…” น้ำเสียงสะอึกสะอื้นขาดเป็นห้วงๆ “พงษ์ทิ้งหนิงไปแล้ว พงษ์ไปจากชีวิตหนิงแล้ว”

ผมถอนหายใจ ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงสินะ น้ำตาร้อนๆ ของผมไหลออกมาผะผ่าว ผมเสียใจ…ผมเสียใจที่เพื่อนรักของผมทั้งคู่ต้องแยกทางกัน ผมเสียใจที่เห็นหนิงร้องไห้…

“ไม่เอานะ…อย่าร้องไห้…”

“หนิงไม่เหลือใครแล้ว…หนิงไม่มีใครอีกแล้ว”

“หนิงยังมีเราอยู่ทั้งคนนะ…เราจะดูแลหนิงเอง”

“ไผ่…ขอบใจนะ…ไผ่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของหนิงเลยรู้มั้ย”

ผมดีใจที่หนิงรู้สึกกับผมเช่นนั้น แม้จะเป็นเพียงความรู้สึกแค่เพื่อนสนิทเท่านั้นก็ตามที ผมดีใจที่ได้ทำอะไรๆ เพื่อเธอ ผมดีใจที่เห็นรอยยิ้มของเธอ เพียงเท่านี้ก็มากพอแล้วสำหรับชีวิตน้อยๆ ของผมที่ไม่เคยมีค่าสำหรับใคร ผมนึกเสียใจที่ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้ เป็นเพราะผมหรือ…เพราะนายโปสการ์ดที่ริมีความรัก สร้างความหวังให้หนิงจนทำให้ชีวิตของเธอต้องสับสนว้าวุ่นเช่นนี้ วินาทีนั้นผมอยากจะสารภาพทุกอย่าง อยากบอกหนิงว่าผมรักเธอเพียงใด อยากปลอบโยน อยากเป็นคนรักษาแผลใจที่หนิงได้รับจากพงษ์ อยากบอกคำๆ หนึ่งที่ผมเก็บมันไว้ในใจมาหลายปี

“หนิง…”

“ไผ่…หนิงต้องไปแล้วนะ”

หนิงใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดของเธอผลักผมสุดแรงจนผมล้มลงต่อหน้าเธอ ตกใจและสับสน ผมเหลียวมองโปสการ์ดในมือเธอ…มันคือโปสการ์ดใบที่ผมเพิ่งนำไปให้เธอ

“หนิงรักบทกวีที่พงษ์เขียน รักโปสการ์ดทุกใบที่พงษ์ส่งให้” เสียงหนิงเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอาลัย

“…หนิงจะไปอยู่กับพงษ์…ตลอดไป”

คำพูดสุดท้ายออกมาจากริมฝีปากของหนิง ก่อนที่เธอจะทิ้งร่างลงจากตึก หายลงไปในความมืดมนอนธกาลเบื้องล่าง

…………………………………………..

กว่าผมจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็เลยมาจนรุ่งเช้าหลังจากวิ่งวุ่นพาร่างที่ไร้วิญญาณของหนิงไปส่งโรงพยาบาล

พงษ์และหนิงตายแล้ว

ผมร้องไห้อย่างที่ไม่เคยร้องมากมายขนาดนี้มาก่อน เพียงแค่การสูญเสียหนิงยังไม่โหดร้ายพอสำหรับชีวิตของผมอีกหรือ? ผมต้องสูญเสียเพื่อนรักไปพร้อมกันสองคน ผมรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมากดทับผมไว้จนหายใจไม่ออก

ผมมารู้ในภายหลังว่าหลังจากหนิงได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ของผมในคืนนั้น สักพักเธอก็ออกมาพบโปสการ์ดของผม พงษ์ที่ขี่รถออกไปก็โทรศัพท์หาหนิงเพื่อนัดมาปรับความเข้าใจที่โรงเรียน ที่ถนนหลังโรงเรียนเกิดอุบัติเหตุ พงษ์เพื่อนรักของผมนอนสิ้นลมหายใจตรงนั้นเอง โทรศัพท์ปรากฏชื่อหนิงเป็นเบอร์สุดท้ายที่พงษ์โทรหา

ทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วจนผมตั้งตัวไม่ทัน แต่ชีวิตของมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ? ได้แต่ปล่อยให้มืออันแข็งแรงของชะตากรรมจับเราเหวี่ยงโยนไปมา …เรามีสิทธิเพียงแค่ร้องไห้หรือหัวเราะให้กับผลของมันเท่านั้นเอง

……………………………………………………

ทุกวันนี้ผมยังเก็บโปสการ์ดเหล่านั้นไว้เป็นอย่างดีในกล่องเล็กๆ ใบหนึ่ง โปสการ์ดทุกใบที่ผมส่งให้หนิงนอนสงบนิ่งอยู่ในกล่องโดยไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น หลายครั้งทีเดียวที่ผมอยากจะทิ้งมันเสียให้พ้นหูพ้นตา ก็เป็นเพราะโปสการ์ดของผมมิใช่หรือที่ทำให้หนิงต้องจากผมไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่ทุกครั้งที่ผมจะยกกล่องไปทิ้ง เสียงของหนิงก็ยังแว่วมาเตือนความทรงจำเสมอ

“…ไผ่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของหนิงเลยรู้มั้ย”

“…รักบทกวีที่พงษ์เขียน รักโปสการ์ดทุกใบที่พงษ์ส่งให้”

โปสการ์ดเหล่านั้นเป็นตัวแทนของความรัก ความทรงจำอันงดงามที่พวกเราทั้งสามคนมีต่อกัน มิตรภาพอันบริสุทธิ์ถูกบรรจุลงไว้เต็มกล่องใบเล็กนี้ ผมหยิบโปสการ์ดมาอ่านทีละใบ ตั้งแต่ใบแรกที่หนิงประทับใจหนักหนา จนถึงใบเกือบสุดท้าย…เป็นบทกวีอ่อนหวานและคำขอโทษของพงษ์…ที่ผมพิมพ์ให้เช่นทุกครั้ง สักพักผมจึงเก็บโปสการ์ดลงในกล่อง

หนิงรักบทกวี รักโปสการ์ดของผม…บางทีผมอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโชคชะตาที่ทำให้ทั้งสองคนมาพบกันก็เป็นได้…

น้ำตาของผมรินไหลออกมาเงียบๆ

…………………………………………………..

เวลาล่วงเลยมาหลายปี ผมไม่เคยเห็นโปสการ์ดใบสุดท้ายอีกเลยนับตั้งแต่คืนที่หนิงจากผมไป มันอันตรธานไปราวกับหนิงเก็บมันไว้ในอีกโลกหนึ่ง ผมเพียรพยายามตามหาโปสการ์ดใบนั้นทุกวัน จะด้วยเหตุผลอะไรผมก็ไม่แน่ใจนัก อาจจะเป็นเพราะมันคือสายใยเส้นสุดท้ายที่จะโยงให้เราทั้งสามคนมาพบกันอีกครั้ง แต่ทุกวันที่ผ่านไปก็เหมือนกันกับวันนี้…คือไม่พบแม้แต่เงาของมัน

เรื่องสั้น : ตาอินกะตานา (ยุคสหัสวรรษใหม่)

(1) 

กระท่อมหลังหมู่บ้านมีชายชราอยู่ด้วยกัน 2 คน คนหนึ่งชื่ออิน และอีกคนชื่อนา แต่คนในหมู่บ้านจะเรียกคำนำหน้าพวกเขาว่า “ตา” ทั้งที่ไม่ปรากฏว่าทั้งสองมีลูกมีหลานแต่อย่างใด และมักเรียกรวมกันว่า “ตาอินกะตานา” เพราะทั้งสองมักมาปรากฏตัวพร้อมกันในหมู่บ้านเสมอ ทุกวันหลังกลับจากหาปลา พวกเขาจะเข้ามาแบ่งปันปลามากมายให้ชาวบ้าน ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็รักตาอินกะตานามาก ไม่ใช่แค่เพราะตาอินกะตานาเคยแบ่งปลาให้ แต่ตาอินกะตานาเป็นคนแก่ใจดี โอบอ้อมอารี ใคร ๆ ก็อยากอยู่ใกล้ ไม่ใช่แค่นั้น ตาอินกะตานายังเป็นนักจับปลาฝีมือฉกาจ เครื่องมือที่แกใช้ก็มิใช่เครื่องมือจับปลาแบบทำลายธรรมชาติเช่นระเบิดหรือสารเคมี แต่เป็นเบ็ดกับแหธรรมดา ๆ

ตาอินกะตานามักออกไปจับปลาแต่เช้า พวกเขาบอกว่าตอนเช้า ๆ ปลามักจะมาชุมนุมกัน เหตุผลอีกอย่างคือพวกเขาชอบบรรยากาศตอนเช้า ตาอินถือเบ็ด ตานาแบกแห เดิมดุ่ม ๆ ไปยังแม่น้ำ เมื่อถึงที่แล้วตาอินจะนั่งลง เสียบเหยื่อที่ตะขอเบ็ด เหวี่ยงลงไปในน้ำแล้วถือเบ็ดนั่งรอ เร็วบ้าง ช้าบ้าง นานเป็นชั่วโมงบ้างกว่าปลาจะติดเบ็ดสักตัว ส่วนตานาถอดเสื้อ เล็งจุดที่คิดว่าจะมีปลาเยอะ ๆ แล้วหว่านแหลงไป อีกไม่กี่วินาทีก็กระโดดลงไปกู้แหขึ้นมา ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เวลาได้ก็ได้เยอะบ้าง น้อยบ้าง บางครั้งก็ไม่ได้อะไรเลยเป็นชั่วโมง แต่ในที่สุดตาอินกะตานาก็จะได้ปลาเต็มเข่ง เดินร้องเพลงกลับมาอย่างสบายใจทุกครั้ง บางวันพวกเขาพูดคุยกันเรื่องชื่อและชีวิตของตนที่บังเอิญไปพ้องกับเพลงที่เคยได้ยินสมัยเด็ก

“น่าแปลกจริง ๆ”

“ใช่”

“พวกเราชื่ออิน ชื่อนา และทุกคนเรียกพวกเราว่าตาอินกะตานา”

“แถมยังเลี้ยงชีพด้วยการหาปลา”

“ชอบแบ่งปลาให้ชาวบ้านอีกต่างหาก”

“เหมือนเพลงนั้นเลยนะ”

“เพลงเดียวกับที่ฉันรู้จักหรือเปล่า”

“เพลงนั้นแหละ เพลงที่เราร้องกันไม่รู้กี่ครั้งแล้ว”

“มันร้องว่ายังไงนะ”

“ตาอินกะตานา หาปลาเอามากินกัน ได้ปลาทุกวัน รักกันก็ปันกันไป หาปลามานมนาน หาปลามาบานตะไท จนแม้ใครใคร รู้น้ำใจไมตรีปรีดา…”

“ไอ้ ‘หาปลามาบานตะไท’ นี่ไม่ผิดจากความจริงเลยนะ เราทั้งคู่จับปลาได้วันละไม่รู้กี่ตัวจนเต็มเข่งใหญ่ ๆ”

“เพราะแหของแกนั่นแหละ จึงหาปลาได้มาก”

“เบ็ดของแกก็สำคัญ แม้จะได้ทีละตัว แต่ก็ได้แน่นอน ไม่เหมือนฉัน บางทีก็เหวี่ยงไปแล้วไม่ได้อะไร”

“มันจะถึงวันนั้นไหม”

“วันไหน”

“วันที่เราแย่งปลาตัวเดียว”

“ไม่มีทางที่เราจะจับปลาได้แค่ตัวเดียวหรอก”

“แต่ในเพลงมันมีบอกนะ”

“เพลงร้องว่าไง”

“ร้องต่อจากเมื่อกี้ว่า …แต่แล้ววันหนึ่ง เคราะห์มาถึงขมึงทึงมา สองคนถึงครา แย่งหัวปลาหางปลากันเกรียว ตาอินกะตานา โศกาอาวรณ์จริงเจียว ตาอยู่มาเดี๋ยวเดียว คว้าพุงเพรียว ๆ ไปกิน”

“ตาอยู่เป็นใคร”

“ไม่รู้สิ เหมือนไม่มีคนชื่อนี้ในหมู่บ้าน”

“ที่แน่ ๆ ไม่ใช่คนดี”

“ทำไม”

“ชอบฉวยโอกาส เราแบ่งของเราเองก็ได้ ตาอยู่กลับมาแย่งพุงปลาไปจากเราหน้าตาเฉย”

“ใช่”

“เราต้องระวังคนชื่อตาอยู่ไม่ให้มาแย่งพุงปลาไปจากเรา”

“ตาอยู่ไม่มีทางมาแย่งพุงปลาจากเราได้หรอก”

“ทำไม”

“เพราะเราคงไม่สิ้นไร้ไม้ตอกถึงขนาดแย่งปลาตัวเดียวกันหรอก”
พูดจบ ทั้งสองก็หัวเราะขึ้นพร้อม ๆ กัน

…………………………………………….

(2)

สิบวันผ่านมาแล้ว ตาอินกะตานายังจับปลาไม่ได้สักตัว

ไม่รู้ว่ามีอาเพศเหตุภัยอะไรเกิดขึ้นกับแม่น้ำสายนี้ ทั้ง ๆ ที่ดูเหมือนจะมีปลาอยู่ชุกชุมเช่นทุกวัน แต่ตาอินกะตานาก็ไม่สามารถจับปลาได้สักตัว ตาอินก็รอปลาติดเบ็ดทั้งวันแต่ก็ไม่มีปลาตัวไหนหลงกล ส่วนตานาหว่านแหออกไปก็พบแต่ความว่างเปล่า ทั้งสองเดินกลับเข้าไปในหมู่บ้านด้วยสีหน้าห่อเหี่ยว วันแรก ๆ ชาวบ้านทุกคนมารุมล้อมเช่นเคยแต่ก็ต้องพบกับความผิดหวัง ผ่านไปเพียงสามวันก็ไม่มีใครคิดจะมาห้อมล้อมชายชราทั้งสองอีก คนแก่ใจดีที่ไม่มีอะไรมาเผื่อแผ่ชาวบ้านค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นคนขี้หงุดหงิด โมโหร้าย ใคร ๆ ก็ไม่กล้าเข้าใกล้ ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ทั้งคู่ไม่ได้กินอะไรมาสองวันแล้ว เสบียงกรังที่เคยเก็บไว้หมดไปในวันที่แปด ตอนนี้ชายชราทั้งสองฝากชีวิตไว้กับการหาปลาครั้งนี้

“หิวโว้ย…”

“มึงจะพูดทำไมวะ กูก็หิว”

“ก็กูหิว”

“ไอ้ห่ะ… ไอ้ปลาบ้า ทำไมไม่อยู่ให้กูจับวะ”

“ปลาที่ไหนมันจะอยู่ให้มึงจับ เล่นกระโดดน้ำเสียงตูม ๆ ขนาดนั้น ปลาจะกินเบ็ดกูก็พลอยหายไปด้วย ไอ้เวร”

“นี่มึงว่ากูเหรอ”

“เออ จะให้กูว่าไอ้เอี้ยไหนล่ะ”

“มึงไม่มีฝีมือเองมากกว่า รำไม่ดีอย่าโทษปี่โทษกลองสิวะ”

“ถ้ามึงมีฝีมือนักก็จับให้ได้สักตัวสิวะ”

“ถึงตอนนี้กูจะคว้าน้ำเหลว แต่ถ้ากูได้เมื่อไหร่รับรองเต็มเข่ง เพราะกูลงมาลุยน้ำลุยแดดเต็มที่ ไม่เหมือนมึง แม่ง… โคตรขี้เกียจ นั่งใต้ร่มไม้ หย่อนเบ็ด จับได้ทีละตัว ๆ”

“ก็นี่มันวิธีของกู… กูทำมาเป็นสิบปีแล้ว เพิ่งมาสะเออะวิจารณ์”

“ก็เออสิ เบ็ดสิบปีของมึงกับแหสิบปีของกู อยากรู้นักว่าใครจับปลาได้มากกว่ากัน”

“มึงว่ากูกินแรงมึงเหรอ”

“ก็เออสิวะ!”

“ไอ้!…” ก่อนจะพูดมากไปกว่านั้น ตาอินรู้สึกถึงแรงดึงมหาศาลที่สายเบ็ด “เฮ้ย! เดี๋ยว ๆ มึง…เอ้ย แกมาช่วยฉันหน่อย คราวนี้ท่าจะตัวใหญ่”

“จับได้แล้วเหรอ ฮ้า! เยี่ยมเลย”

“อย่าเพิ่งพูด มาช่วยฉันจับไอ้ตัวนี้ก่อน” ตาอินพูดพลางดึงเบ็ดสุดชีวิต ขณะที่ตานากระวีกระวาดเข้ามาจับตัวปลา

“โอ้ย ๆ ๆ” ตานาร้องเสียงหลง รู้สึกว่าถูกหนามแหลมทิ่มตำมือนับครั้งไม่ถ้วน “ฉันโดนเงี่ยงมันตำ”

“ระวัง ๆ” ตาอินร้อง

“นี่แน่ะ จับได้แล้ว” ตานาร้อง พลางชูปลาดุกขนาดใหญ่ขึ้นอย่างผู้มีชัย

“ไชโย! ได้อิ่มกันซะที”

………………………………………………..

กองไฟลุกโชนอยู่ริมฝั่ง ปลาเคราะห์ร้ายหมุนตัวไปมาอยู่ข้างเปลวเพลิงอย่างไม่รู้ร้อน กลิ่นเหม็นคาวเริ่มแปรสภาพเป็นหอมหวนยวนใจ ชายชราสองคนนั่งมองอาหารอันโอชะไม่วางตา น้ำลายสอ ยื้อแย่งกันสูดกลิ่นปลาย่างราวกับไม่ต้องการให้กลิ่นลอยไปถึงจมูกใครอื่น

“หอม…”

“กินได้หรือยัง”

“ฉันหิวมาก”

“ฉันก็หิวมาก”

“เราจะผลัดกินกันทีละคำ”

“ไม่ได้ ๆ ถ้าแกกัดคำใหญ่กว่าฉันล่ะ”

“แกก็เหมือนกัน… ถ้าแกกัดชิ้นสุดท้ายตอนที่ฉันยังไม่อิ่มล่ะ”

“งั้นแบ่งกันครึ่งหนึ่ง”

“จะแบ่งยังไง”

“ฉันเอาหัว แกเอาหาง”

“มันก็ไม่ครึ่งน่ะสิ”

“งั้นฉันเอาหางก็ได้”

“ก็บอกแล้วว่ามันไม่ครึ่งพอดี”

“อุวะ! นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ แล้วจะเอาไง”

ทั้งสองมัวแต่เถียงกันเสียงดังลั่น มิทันสังเกตว่ามีชายชราอีกคนมายืนอยู่ข้างหลัง ขณะที่ตาอินกะตานากำลังเงื้อง่าหมัดใส่กันอยู่นั้น ชายชราแปลกหน้าก็พูดขึ้น

“ฉันจะแบ่งปลาให้ ดีไหม?”

ตาอินกะตานาหันมาทางต้นเสียง ร้องขึ้นพร้อมกัน

“ตาอยู่”

“พวกแกรู้จักฉัน? ฉันยังไม่ได้แนะนำตัวเลย” ชายแปลกหน้าทำหน้าแปลกใจ

“เรารู้จักแกดี แกอยู่ในเพลงนั้น ตาอยู่มาเดี๋ยวเดียว คว้าพุงเพรียว ๆ ไปกิน แกจะมาทำทีแบ่งปลาแล้วเอาพุงปลาไปใช่ไหม”

“อ๋อ… เพลงนั้นน่ะหรือ มันเก่าไปแล้ว” ตาอยู่หัวเราะในลำคอเบา ๆ “ฉันไม่ทำแบบนั้นแล้วล่ะ”

“งั้นแกคิดจะแบ่งปลาเอาเปรียบพวกเราแบบไหน”

“ไม่เอาเปรียบพวกแกหรอก ฉันมีวิธีที่ยุติธรรมที่สุด แต่มีข้อแม้เล็กน้อย”

“นั่นไง เริ่มเอาเปรียบแล้ว”

“ไม่ ๆ หลังจากแบ่งปลาเสร็จ ฉันแค่อยากจะคุยอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ กับพวกแกเท่านั้นเอง”

“แค่นั้นจริง ๆ นะ”

“สัญญาและสาบาน”

“งั้นก็แบ่งปลาให้เราที”

“ด้วยความยินดี” ตาอยู่โค้งคำนับ ควักมีดบางและคมกริบออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะทาบมีดตรงแนวกระหม่อมจนถึงปลายหาง ออกแรงกดเพียงเบา ๆ ปลาดุกตัวนั้นก็แยกออกเป็นสองซีกเท่ากันพอดี แม้แต่ก้างปลาก็ดูเหมือนจะแบ่งออกครึ่งหนึ่งอย่างน่าอัศจรรย์ ตาอินกะตานาอ้าปากหวอ

“คนละครึ่งพอดี”

“แบบนี้ก็ไม่ต้องแย่งกันแล้ว”

“ตาอยู่ที่แท้ก็เป็นคนดี”

“แบบนี้ก็ไว้ใจตาอยู่ได้”

ตาอยู่ยิ้ม “อย่าลืมสัญญานะ”

“ได้สิ”

“ฉันขอคุยกับตาอินก่อนก็แล้วกัน”

ทั้งสองเดินมายังที่ลับตาคน ตาอยู่เหลียวมองจนแน่ใจว่าจะไม่มีใครอื่นได้ยินจึงกระซิบกับตาอินเบา ๆ “ปลาตัวนี้แกจับได้ใช่ไหม”

“ตานาก็ช่วยจับด้วย”

“แต่ปลามันติดเบ็ดแก แกควรจะได้กินปลาตัวนั้นคนเดียว”

“เราแบ่งปลากันเสมอ…”

“นั่นมันเฉพาะเวลาที่จับปลาได้ทั้งคู่! ตอนนี้มีแกที่จับปลาได้คนเดียว ซ้ำยังเกือบจับไม่ได้เพราะตานามัวแต่กระโดดน้ำตามแหตูม ๆ ปลาเลยหนีไปหมด”

“แต่ตานาก็ช่วยจับปลาขึ้นมา”

“ความจริงตานาไม่จำเป็นต้องช่วย ถ้าแกออกแรงดึงต่อไปอีกนิด เดี๋ยวปลามันก็หมดแรงดิ้นเอง”

“มันก็จริง…” ตาอินเริ่มลังเล

“อย่างน้อยแกควรจะได้ส่วนแบ่งมากกว่ามัน… รู้ไหมทำไมมันไม่ให้แกแบ่งครึ่งหัวครึ่งหาง เพราะตานาอิจฉาแกไง มันอิจฉาที่แกจับปลาได้ มันกลัวว่าแกจะได้กินมากกว่ามัน ทั้งที่มันไม่ได้มีส่วนในปลาตัวนี้สักนิด มันกำลังเอาเปรียบแก…”

หนึ่งนาทีต่อมา ตาอินกลับมาด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ตานาสงสัยแต่ยังไม่ทันได้ถามอะไร ตาอยู่ก็ตะโกนเรียกเสียก่อน

“ถึงทีแกแล้ว ตานา”

ตานารีบวิ่งมาจนถึงที่ที่ตาอินกับตาอยู่คุยกัน ตาอยู่มองตาอินอยู่แวบหนึ่งจึงเริ่มกระซิบข้างหูตานา

“แกรู้ไหมทำไมตาอินถึงหน้าบึ้งออกไป”

“ไม่รู้สิ หิวมั้ง”

“ไม่หรอก ความจริงแล้วตาอินไม่พอใจที่แกได้ปลามากตั้งครึ่งหนึ่ง”

“อะไรนะ ฉันก็ช่วยมันจับปลาตัวนี้เหมือนกันนะ ดูสิเนี่ย เงี่ยงปลาดุกบาดมือฉันเป็นแผลเต็มไปหมด” ตานาพูดพลางชูมือทั้งสองข้างขึ้นเป็นหลักฐาน

“แต่ตาอินบอกว่า ถึงแกไม่มาช่วย ตาอินก็จับปลาตัวนี้ได้อยู่ดี”

“อะไรกัน ตัวเองบอกให้ช่วยแท้ ๆ !” ตานาร้อง

“ตาอินยังบอกอีกว่า แกน่ะจับปลาไม่ได้เรื่อง รบกวนเวลาตาอินตกปลา”

“อ้าว วันก่อนยังชมอยู่เลยว่าเพราะแหของฉันจึงจับได้มาก”

“ก็นั่นมันวันก่อน วันนี้ตาอินว่าแกน่ะไม่มีความสามารถจะจับปลาได้อีกแล้ว สู้ตาอินก็ไม่ได้ ยังไม่หมดนะ ตาอินยังบอกอีกว่าแกน่ะดูถูกตาอินแล้วยังหน้าด้านมาขอปลาของตาอินกิน”

“หนอย… ไอ้อิน มึงสำคัญนักรึไงวะ” ตานาผลุนผลันออกไปยังตาอินที่อยู่ข้างกองไฟ ตะโกนขึ้น “ไอ้เหี้ยอิน วันนี้มึงกับกูอย่าอยู่ร่วมโลกกันเลยโว้ย”

“เอาสิวะ กูก็กำลังอยากต่อยหน้ามึงอยู่พอดี” ตาอินตะโกนตอบ

ราวกับพยัคฆ์ดุร้ายกระหายเลือด ทั้งสองกระโจนเข้าใส่กันอย่างบ้าคลั่ง รัวหมัดเข่าศอกใส่ฝ่ายตรงข้ามไม่ยั้งมือ ทั้งคู่กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันจนตกลงไปในลำธาร ตะลุมบอนจนลืมหิวลืมเหนื่อย ตาอยู่เดินมาหยุดอยู่ข้างกองไฟ หัวเราะเบา ๆ พลางหยิบเนื้อปลาดุกย่างเข้าปากเป็นกับแกล้มอย่างเอร็ดอร่อยระหว่างชมมวยคู่เอก สักพักก็หยิบใบตองข้างตัวมาห่อปลาดุกทั้งสองซีกแล้วยัดลงกระเป๋า พึมพำขึ้นมา

“นึกว่าจะได้แค่พุงปลานะเนี่ย”

ตาอยู่ยิ้มกว้าง ทิ้งเสียงตึงตังของตาอินกะตานาไว้ข้างหลัง ก่อนจะเดินจากมาเงียบ ๆ

เรื่องสั้น : (เรื่องเล่าของ) ดินสอของนักเขียนหน้าใหม่คนหนึ่ง

ฉันเป็นดินสอของนักเขียนหน้าใหม่คนหนึ่ง 

เดิมทีเรา… หมายถึงฉันกับมนุษย์ที่อ้างตัวเป็นนักเขียนคนนี้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และไม่รู้ว่าชาติที่แล้วเราเคยทำบุญร่วมชาติตักบาตรร่วมขันกันมาหรืออย่างไร จึงได้มาพบกันในชาตินี้

สถานที่รักแรกพบของสองเราคือร้านขายเครื่องเขียนแห่งหนึ่ง (ไม่สิ จะว่าเป็นสถานที่รักแรกพบก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะฉันไม่ได้พิศวาสอะไรเขา และเขาก็คงไม่ได้รักใคร่ใหลหลงในตัวฉันมากนัก ฉันคิดว่าอย่างนั้น ถ้าเพื่อนฉันที่วางทับฉันไว้ไม่หายไปเสียก่อน เขาก็อาจจะไม่เลือกฉันก็เป็นได้) ที่เขาเลือกฉันเพราะฉันเป็นดินสอกดที่ใช้วาดรูป รูปร่างและวิธีการทำงานของฉันก็ไม่ต่างไปจากดินสอกดธรรมดาหรอก เพียงแต่ไส้ของฉันจะใหญ่กว่าดินสอทั่วไป ซึ่งสามารถเหลาให้แหลมหรือทู่ได้ เขาคงคิดว่าน่าจะเท่มากหากนำมาใช้เขียนหนังสือ (ตอนนี้เขาคงรู้แล้วว่าความทรมานของการเหลาไส้ทุกสองย่อหน้าเป็นอย่างไร บางทีเวลาเขาเขียนไม่ออก เขาก็เฉไฉเหลาไส้ของฉันทั้งที่ตอนนั้นมันก็แหลมคมยิ่งกว่าเข็มอยู่แล้ว เขาชอบพูดอยู่เสมอว่า การเหลาไส้คือการลับสมองเชิงสัญลักษณ์ เขาทำเป็นพูดดีไปอย่างนั้นแหละ เวลาเขาเขียนไม่ออก เขาเหลาไส้ฉันแหลมคมจนแทบจะเจาะสมุดหนาทะลุเป็นรูได้ เขาก็เขียนไม่ออกอยู่ดี)

บนโต๊ะของเขามีหนังสือวางทับถมกันเป็นหย่อมใหญ่ เขาเป็นคนที่มีหนังสือค่อนข้างเยอะ และส่วนมากจะมีตราอะไรประทับอยู่บนปก ฉันพยายามอ่านได้ความว่าเป็นรางวัลโนเบิล รางวัลซีไรต์ และรางวัลนู้นรางวัลนี้ที่ชื่อค่อนข้างยาวจนฉันอ่านไม่ออก เวลาเพื่อนมาเยี่ยมเขาที่ห้อง ทุกคนจะทำตาโต อ้าปากหวอ ร้องอุทานว่ามีแต่หนังสือดี ๆ เขาเองก็ชอบคุยโม้โอ้อวดว่าเขาอ่านมาก อ่านมาหมดแล้ว รพินทรนาฏ ฐากูร เออร์เนส เฮมิงเวย์ จอห์น สไตน์เบค อัลแบร์ การ์มูร์ หรือไล่ไปชื่อไทยอย่าง อัศศิริ ธรรมโชติ ชาติ กอบจิตติ กนกพงษ์ สงสมพันธุ์ เดือนวาด พิมวนา วินทร์ เลียววาริณ ปราบดา หยุ่น และอื่น ๆ อีกมากมายที่ฉันสาธยายไปอีกสามวันก็ไม่หมด เขาชอบโม้ให้เพื่อนฟังอย่างนั้น (แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว ฉันแอบเห็นว่าเวลาว่างของเขาหมดไปกับอย่างอื่นมากกว่าอ่านหนังสือเสียอีก ทั้งดูโทรทัศน์ ไม่ก็เปิดคอมพิวเตอร์ เล่นเกม เล่นอินเตอร์เน็ต ส่วนวรรณกรรมระดับโลกหรือระดับประเทศที่เขาอวดอ้างว่าอ่านแล้ว ฉันเห็นมันใหม่เอี่ยมเหมือนไม่เคยมีใครเปิดอ่าน หรือบางเล่มก็คั่นไว้ที่ครึ่งเล่มเป็นปี) บางครั้งเขาก็อ่านแล้วหยิบฉันไปขีดเส้นอะไรสักอย่างในหนังสือ และทำท่าเหมือนจะบันทึกความคิดอะไรลงไป แต่พอหมุนควงฉันไปสักสองสามรอบ เขาก็โยนฉันทิ้งบนที่นอน ก่อนจะโยนหนังสือไว้ที่หัวเตียงแล้วหลับ (ฉันคิดว่าเขาคงเก็บไปคิดต่อในความฝันกระมัง)

เขาเป็นคนชอบเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ฉันพอจะจับใจความเรื่องที่เขาเขียนได้ว่าเป็นเรื่องราวของผู้ทุกข์ยากหลากหลายมุมมอง นอกจากที่เขาจะใช้ฉันเขียนเรื่องแต่งจิปาถะของเขาแล้ว เขายังใช้ฉันบันทึกไดอารีส่วนตัวของเขาอีกด้วย ฉันเลยพอจะรู้เรื่องของเขาบ้าง เขาเขียนไว้ว่าเขาเป็นลูกคนเดียวของครอบครัวชนชั้นกลางที่อ่านหนังสือมาเยอะ (เขาเขียนว่าอย่างนั้นนะ ทั้งที่ฉันแทบจะนับเล่มที่เขาอ่านได้) เลยอยากถ่ายทอดเรื่องราวความยากไร้ ความทุกข์ ชีวิต จิตวิญญาณ ความลำบากของผู้ถูกกดขี่ให้มวลมนุษยชาติได้รับรู้ และด้วยความที่เขาเป็นนักเขียนสดใหม่ กลวิธีการเล่าเรื่องของเขาก็ต้องแตกต่างจากคนอื่น ๆ (แต่เขานั่งอยู่ในห้องแอร์เวลาเขียน ดูเขาสบายดี ฉันเลยไม่รู้ว่าเขาจะเก็บเกี่ยวความทุกข์ยากจากไหนมาถ่ายทอดในงาน ส่วนกลวิธีแหวกแนวของเขานั้น เขาบันทึกไว้ว่าขอให้แปลกประหลาดเป็นใช้ได้ ยิ่งดูเหมือนเล่าเรื่องแบบเฉลียวฉลาดกว่านักเขียนรุ่นก่อนได้ยิ่งดี ถ้าเกิดมันเข้าทีคงจะไปโดนใจบรรณาธิการสักแห่งหนึ่ง แต่ฉันว่ายิ่งทำยิ่งเลอะมากกว่า) ฉันได้รับรู้ตามที่บันทึกประจำวันของเขาสาธยายไว้ก็รู้สึกภูมิใจว่าฉันช่างมีบุญที่ได้เกิดมาเป็นดินสอของนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ (และฉันคงภูมิใจอีกนานเนิ่น ถ้าเขาไม่บังเอิญบันทึกไว้ในซอกมุมของไดอารีว่า แท้ที่จริงแล้วเขาก็ไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนไปกับมวลชนผู้ทุกข์ยากอะไรมากมายหรอก ติดจะรำคาญด้วยซ้ำหากมาทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย แต่ที่เขายอมเขียนแบบนั้นก็เพราะต้องการให้วงวรรณกรรมยอมรับในตัวเขาว่าช่างมีฝีไม้ลายมือและจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมเหลือเกิน อยากมีชื่อเสียง อยากให้นักเขียนที่เขาชื่นชอบยอมรับในฝีมือ ฉันรู้แบบนี้แล้วก็อดเศร้าใจไม่ได้ แต่จะทำยังไงล่ะ ก็เขาซื้อฉันมาเป็นดินสอของเขาแล้วนี่นา)

…………………………………………………….

หลายวันมานี้เขาดูเครียด ๆ พิกล ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเขาเครียดเรื่องอะไร เขาเอาฉันไปวงเลขบนปฏิทินไว้ แล้วเขียนว่าเป็นวันหมดเขตส่งรางวัลอะไรสักรางวัลหนึ่ง เขาเขียนไว้ในไดอารีว่ารางวัลนี้น่าจะเป็นบันไดขั้นแรกสู่การเป็นนักเขียนเต็มตัว (เขาแอบบันทึกไว้ในซอกมุมหนึ่งของไดอารีอีกแล้วว่า วงการนักเขียนนั้นแจ้งเกิดกันด้วยรางวัล จะเขียนได้ดีให้ตายยังไง ถ้าไม่มีรางวัลห้อยท้ายก็อย่าหวังว่าใครจะรู้จักหรือยอมเสียเงินซื้อหนังสือ ) ดูเขามุ่งมั่นทุ่มเทกับการเขียนเรื่องส่งรางวัลนี้มาก บางวันเขาเอาฉันไปขีด ๆ เขียน ๆ เส้นระโยงระยางบนกระดาษ เขาเขียนว่า การเปิดเรื่อง การปิดเรื่อง ความขัดแย้ง แล้วลากเส้นมั่ว ๆ ไปมา เขียนอย่างนั้นไปสักสองสามแผ่นก่อนจะขยำทิ้งไปทั้งหมด สักพักเขาก็โยนฉันไว้ที่ซอกมุมหนึ่งของโต๊ะ และหลบลี้ไปอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ขยับเมาส์กริ๊ก ๆ ทั้งวัน

รุ่งเช้าเขามานั่งหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ หมุนเก้าอี้ไปมา ถอนหายใจยาวพลางเหม่อมองไปยังปฏิทิน พึมพำเบา ๆ ว่าจวนจะหมดเขตแล้ว เขาหยิบข่าววรรณกรรมที่เพิ่งปริ้นท์ออกมา คงจะเป็นข่าวที่เขาไปหามาตั้งแต่เมื่อคืน เขาพยายามกวาดสายตาไปมาขณะที่จับฉันหมุนควงจนเวียนหัว เขาขีดชื่อแปลก ๆ สองสามชื่อ ดูเหมือนเป็นชื่อของคน แล้วก็วงตรงหัวเรื่อง เป็นชื่อของการประกวดอะไรสักอย่าง (ฉันคิดว่าชื่อคนคงจะเป็นชื่อของกรรมการที่จะตัดสินรางวัลการประกวดของเขา) นอกจากนั้นยังเป็นชื่อหนังสือที่คุ้นตา “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” ระหว่างที่เขาขีดก็พึมพำว่าจะอ่านทันหรือเปล่า (ฉันจำได้ว่าฉันเห็นหนังสือเล่มนี้ตั้งอยู่บนโต๊ะของเขามานานแล้ว) เขาหยิบหนังสือเล่มนั้นออกไปจากห้อง ก่อนจะหายไปประมาณสองวัน (ฉันได้แต่สงสัยว่า เขาไปทำอะไรนอกจากอ่านหนังสือหรือเปล่า)

เขากลับมาในเย็นของวันที่สองพร้อมกับหอบหนังสือมาเป็นตั้ง เขาหยิบฉันมาขีดเขียนอะไรลงในหนังสือให้วุ่นวายไปหมด ฉันเห็นหน้าปกแวบ ๆ ว่าเป็นหนังสือของกนกพงษ์ สงสมพันธุ์ ปราบดา หยุ่น กับการ์เบรียล การ์เซีย มาร์เกซ นอกจากนั้นยังมีหนังสืออธิบายศัพท์วรรณกรรมอีกด้วย เขาเอาฉันไปขีดเส้นคำว่า Magical Realism สองสามรอบ วงคำว่า Post-modern Anti-plot และวงคำอื่นอีกสองสามคำแต่ฉันจำไม่ได้ จากนั้นเขาใช้ฉันขีดคำขีดเส้นโยงใยวุ่นวายไปหมด แผ่นกระดาษสองใบแรกเขาขยำทิ้งเช่นเดิม แต่ใบที่สามซึ่งเป็นใบที่ดูยุ่งเหยิงวุ่นวายมากที่สุด เขากลับทำทีท่าพออกพอใจและออกปากชื่นชมตัวเอง จากนั้นเขาจึงหยิบกระดาษเปล่าที่มีเส้นบรรทัดมาวางตรงหน้า จับฉันมาหมุนควงจนเวียนหัวอีกครั้ง ก่อนจะหยุดควงและจ่อฉันไว้นิ่งนานตรงหน้ากระดาษ เขาขยับฉันครั้งสองครั้งเหมือนจะเขียนอะไรลงไป แต่สักพักก็หยุดเหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง เขาอยู่ในกริยานี้สักครู่หนึ่งก็วางฉันไว้บนกระดาษ ผละออกจากโต๊ะเขียนหนังสือไปเปิดโทรทัศน์ดู ฉันคิดว่าเขาแค่ไปพักสมองเพียงคราวครู่ แต่เขากลับจมอยู่กับกิจกรรมอื่นทั้งวัน ฉันรออยู่นานจนถอดใจว่าเขาคงไม่กลับมาใช้ฉันเขียนอะไรแล้ว จึงแอบพักผ่อนเสียเลย (คงไม่มีใครรู้ว่าดินสออย่างฉันก็ขี้เกียจเป็นและอยากพักผ่อนบ้างเป็นบางครั้ง โดยเฉพาะหลังจากถูกหมุนควงและขีดเส้นจนลายตา)

ฉันพักผ่อนไปนานเท่าไรก็จำไม่ได้ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ถูกเขาปลุกอย่างรีบเร่งและร้อนรนในเย็นวันหนึ่ง เขาพูดกับตัวเองว่าพรุ่งนี้ก็หมดเขตแล้ว ตอนแรกฉันไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอะไร ต่อเมื่อเขาหยิบกระดาษยุ่งเหยิงใบนั้นมาดู ฉันจึงระลึกได้ว่าเขาคงหมายถึงการประกวดอะไรสักอย่างของเขา คืนนั้นเขาจับฉันเขียนบนกระดาษอย่างบ้าคลั่ง ธารอักษรไหลหลั่งออกมาราวกับน้ำป่าที่ซัดทลายเขื่อนในฤดูกาลฝนตกชุก ฉันพยายามจะเก็บความสิ่งที่เขาเขียนแต่ก็แทบจะอ่านไม่ทัน (อีกอย่างฉันก็มัวแต่เป็นห่วงเขา กลัวเขาจะเสียจริตไปก่อนเพราะใบหน้าของเขาดูซีดเซียว ทั้งยังชอบทำท่ากุมขมับ บางทีก็เดินไปเดินมาสีหน้าคร่ำเครียด ฉันคิดว่าท่าทีเขาดูแปลกไป ไม่เหมือนตอนที่ใช้ฉันเขียนเรื่องแต่งจิปาถะหรือบันทึกไดอารี ตอนนั้นใบหน้าเขาดูสดใส สีหน้าแช่มชื่น ดูมีความสุขดี)

เขาเขียนอักษรตัวสุดท้ายเสร็จเมื่อตอนตีสี่ ใบหน้าของเขาดูอิดโรยน่าสงสาร ดูคล้ายกับตัวละครในเรื่องแต่งของเขาที่สิ้นชีวิตลงอย่างน่าอนาถใจในตอนจบ ฉันไม่รู้ว่าเขาเองก็จะสิ้นชีวิตในตอนจบหรือเปล่าเพราะสภาพของเขาขณะเขียนตอนจบดูราวกับผีตายซาก ฉันนึกว่าเขาหมดเวรหมดกรรมกับต้นฉบับปึกนี้แล้ว แต่เขาก็ยังอุตส่าห์ลากสังขารไปปักหลักตรงหน้าคอมพิวเตอร์ ก่อนจะเริ่มเคาะคีย์บอร์ดเสียงก๊อก ๆ แก๊ก ๆ ฉันฟังเพลินจนเผลอพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์

………………………………………………………….

ฉันรู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อเขาจับฉันขยับไปยังซอกโต๊ะ ด้วยความที่เผลอพักผ่อนนานไปหน่อย ฉันจึงไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้ว สิ่งที่ฉันรู้ก็คือรอบโต๊ะเขียนหนังสือดูแปลกตาไป หนังสือวรรณกรรมที่เคยกองสุม ๆ กันอยู่มุมหนึ่งของโต๊ะ ตอนนี้จรลีขึ้นไปอยู่บนตู้เสื้อผ้า ส่วนสิ่งที่มาแทนที่ก็คือกองหนังสือเรียนหลากหลายวิชา พร้อมกับดินสอกดไส้ธรรมดาใหม่เอี่ยมวางอวดโฉมอยู่บนโต๊ะหนึ่งแท่ง นั่นไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกประหลาดใจเท่าใดนัก แต่ฉันก็เริ่มรู้สึกว่าเขาหยิบฉันมาใช้น้อยลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดฉันก็เหลือหน้าที่เพียงแค่เป็นดินสอบันทึกไดอารีของเขาเท่านั้น (ฉันมารู้ความจริงจากไดอารีเขาว่า เวลาที่เขาใช้ฉันเขียน เขาจะรู้สึกเกิดอารมณ์ศิลปิน ซึ่งนับแต่นี้อารมณ์แบบนั้นไม่จำเป็นสำหรับเขาอีกต่อไปแล้ว เขาใช้ดินสอกดธรรมดาสะดวกกว่ากันเยอะ แล้วเขายังบันทึกในทำนองว่า เขาควรจะเลิกฟุ้งฝันแล้วกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงเสียที ฉันไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอะไร? และเกิดอะไรขึ้นตอนที่ฉันเผลอพักผ่อนไปนาน? แล้วการประกวดครั้งนั้นผลเป็นอย่างไร? ทำไมเขาไม่บันทึกไว้ ฉันจะได้รู้ ฉันได้แต่ภาวนาให้เขาบันทึกทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ฉันจะได้รู้ว่าต่อไปฉันจะมีชะตากรรมเช่นไร แต่ดูท่าทางเขาจะเก็บงำอะไรบางอย่างอยู่)

………………………………………………………….

และแล้ววันหนึ่งเขาก็หยิบฉันหมุนควงไปมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แม้จะเวียนหัวบ้าง แต่ฉันก็ดีใจว่าเขากลับมาทำอะไรอย่างเดิมแล้ว ขณะที่กำลังถูกหมุนควงก็ได้แต่หวังว่าเขาจะกลับมาใช้ฉันเขียนอะไรเรื่อยเปื่อยดังเดิม แต่ความรู้สึกที่กำลังเบ่งบานนี้ก็ถูกทำลายลงในพริบตาเมื่อเขาหยุดหมุนและขว้างฉันไปยังมุมห้อง ฉันรับรู้ได้ในวินาทีนั้นเองว่า เขาจะไม่ใช้ฉันในการเขียนอีกต่อไปแล้ว ฉันกระเด็นไปกระแทกขอบเตียง ก่อนจะกลิ้งหลุน ๆ ตกลงไปใต้เตียงอันมืดมิด ความรู้สึกทั้งมวลวูบดับลงฉับพลัน

ตอนนี้ฉันอยู่กับความมืดจนคุ้นชิน ไม่เคยนับเวลาว่าผ่านไปนานเท่าไรแล้ว (เพราะมันนานจนกระทั่งฉันแทบจะลืมไปว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? เขาจะลืมฉันไปแล้วหรือยัง? ตอนนี้เขาใช้ดินสออะไรเขียน? แล้วยังเขียนเรื่องแต่งหรือบันทึกไดอารีอยู่หรือเปล่า?) หากมองในแง่ดี ฉันก็ยังคงพอจะมีความสุขอยู่บ้าง เพราะการได้พักผ่อนเป็นเรื่องที่ฉันปรารถนา แต่ครั้งนี้นานเกินไปจนฉันอยากให้เขาหยิบฉันไปเขียนอะไรสักอย่างอีกครั้ง (ฉันได้แต่ภาวนาให้เขาได้รับรางวัลจากการประกวดอะไรสักอย่าง เขาจะได้มีชื่อเสียง ผู้คนยอมรับในผลงาน ไฟในการเขียนจะได้กลับมาคุโชนอีกครั้ง บางที… เขาอาจจะยังจำได้ว่ามีดินสอแท่งหนึ่งที่เขาเคยหลงใหลหลบเร้นอยู่ใต้เตียงนอนอันมืดสนิทนี้)

ความเห็น»

No comments yet — be the first.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: